Gold N โกลด์ เอนซ์

฿0 ฿ 750

อาหารที่ช่วยสร้างพลังแห่งชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ อุดมไปด้วยพลังงาน และโปรตีนที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่นภูมิแพ้ หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง โรคภูมิแพ้ตัวเอง (โรค SLE) และอื่นๆ

ป้ายกำกับ: | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
  • Description

Product Description



สำหรับคนที่ต้องการมีบุตร แต่มีบุตรยาก ต้องการปรับสภาพร่างกายองค์รวมทั้งหมด และคนที่ทานวิตามินบำรุง แต่วิตามินอาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไม่หมด การทานเอ็นไซม์จะช่วยให้อาหาร+วิตามินที่ทาน ได้คุณค่าสูงสุด

Gold N โกลด์ เอนซ์

โกลด์เอ็น : อาหารที่ช่วยสร้างพลังแห่งชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ อุดมไปด้วยพลังงาน และโปรตีนที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่นภูมิแพ้ หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง โรคภูมิแพ้ตัวเอง (โรค SLE) และอื่นๆ
 

ส่วนประกอบ : Gold N โกลด์ เอนซ์ 

-ถั่วแดง ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดการอักเสบ บวม ขับปัสสาวะ
-ข้าวหอมมะลิ มีเกลือแร่ และวิตามินต่างๆมากกว่า 20 ชนิด เสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์
-ถั่วเหลือง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ
-ลูกเดือย ช่วยบำรุงม้าม ปอด แก้ท้องเสีย กระเพาะอาหารและลำไส้ แก้โรคปวดข้อ ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก
-งา อุดมไปด้วยโปรตีน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เม็ดเลือด เส้นผม ขน และฮอรโมนต่างๆ

 

เอนไซม์ คือ

การผลิตเอนไซม์นี้จะผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) ทำให้เซลล์ นำสารอาหารไปใช้ได้ทันที โดยไม่ผ่านกระบวนการย่อย ให้พลังงาน ฟื้นฟูร่างกายได้ทันที จึงรู้สึกได้ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว

เอนไซม์ สารอาหารจำพวกโปรตีนที่ให้พลังงานสูงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวะเคมีในร่างกาย เช่น การย่อยอาหาร, การขับถ่าย, การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ, การขจัดสารพิษ, ระบบภูมิคุ้มกัน, ระบบเลือด เป็นต้น
    
ความสำคัญของ เอนไซม์
ช่วยย่อยสลายอาหารให้เล็กลงพอที่จะผ่านผนังของลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดและซ่อมแซม ควบคุม, กระตุ้น การทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกาย
ทำหน้าที่รักษาระบบเผาพลาญในร่างกายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การย่อยอาหารการสลายไขมัน การลำเลียงอาหารเข้าสู่เชลล์ เป็นต้น
 
ร่างกายได้รับเอนไซม์ 2 ทาง
การรับประทานอาหารสด ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงให้สุกด้วยความร้อน
การรับประทานเอนไซม์สกัดจากพืชในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
 

*หากร่างกาย ได้รับเอนไซม์ ไม่เพียงพอจะมีผลกระทบต่อการสร้างภูมิต้านทานและระบบอื่นๆ ในร่างกายทั้งหมดสุขภาพจะอ่อนแอลงและเจ็บป่วยได้ง่าย
 

 
ทำไม? คนส่วนใหญ่จึงอยู่ในภาวะขาด เอนไซม์
รับประทานอาหารสดน้อย การได้รับเอนไซม์ก็น้อยตามไปด้วย
เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ร่างกายจะสร้างเอนไซม์ได้น้อยลงเรื่อยๆ
ความเครียด การเจ็บป่วย ทำให้การผลิตเอนไซม์ในร่างกายลดลง
การปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อน ทำให้สูญเสียเอนไซม์ที่มีประโยชน์ไป
 
 

 หากขาดเอนไซม์ สุขภาพของคุณจะเป็นอย่างไร?
การย่อยอาหารไม่มีประโยชน์ ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยลง
ลำไส้ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารผ่านเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงเชลล์ได้น้อยลง
ขบวนการเผาพลาญและสร้างพลังงานให้กับเซลล์ลดลงจะรู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย
ระบบอวัยวะในร่างกายทั้งหมดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงฮอร์โมนต่างๆไม่สามารถทำงานตามหน้าที่ได้ ถ้าขาดเอนไซม์
การย่อยที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีเศษอาหารเก่าตกค้างหมักหมมในลำไส้ เป็นเหตุให้เกิดพิษในร่างกาย เกิดการเจ็บป่วยและเกิดโรคร้ายต่างๆ
ขบวนการสร้างภูมิต้านทานร่างกายลดลงภูมิต้านทานน้อย
มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, กรดแก๊สในกระเพราะอาหาร, ริดสีดวง, ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น เป็นต้น

Gold N ประกอบด้วย


ถั่วแดง ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดการอักเสบ บวม ขับปัสสาวะ
ข้าวหอมมะลิ มีเกลือแร่ และวิตามินต่างๆมากกว่า 20 ชนิด เสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์
ถั่วเหลือง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ 
ลูกเดือย ช่วยบำรุงม้าม ปอด แก้ท้องเสีย กระเพาะอาหารและลำไส้ แก้โรคปวดข้อ ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก
งา อุดมไปด้วยโปรตีน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เม็ดเลือด เส้นผม ขน และฮอรโมนต่างๆ 
 

การผลิตเอนไซม์นี้จะผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) ทำให้เซลล์ นำสารอาหารไปใช้ได้ทันที โดยไม่ผ่านกระบวนการย่อย ให้พลังงาน ฟื้นฟูร่างกายได้ทันที จึงรู้สึกได้ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว 
 
เอนไซม์ คือสารโปรตีนเป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆในสิ่งมีชีวิต ทำให้เซลล์เป็นล้านๆเซลล์,เนื้อเยื่อของเหลวและอวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดเอนไซม์หรือปริมาณเอนไซม์ลดลงจะทำให้การทำงานของระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายผิดปกติ บางครั้งทานอาหารที่มีประโยชน์ราคาแพงแค่ไหนร่างกายก็นำไปใช้ไม่ได้ถ้าเอนไซม์บกพร่องเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายต่างๆ
 
 
 
 
จะทราบได้อย่างไรว่าเราขาดเอนไซม์
-        รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก
-        มีกลิ่นปาก
-        อ่อนเพลียง่ายเป็นประจำ
-        มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่ายถึงขนาดหอบหืด
-        น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย
-        เวลาเป็นแผลจะหายช้า
-        ลมแน่นท้องผายลมมีกลิ่นเหม็น
-        อุจจาระจมน้ำและเหม็นมาก
-        ท้องผูกท้องขึ้นท้องเฟ้อบางครั้งมีอาการจุกเสียด
 
 
หน้าที่ของเอนไซม์
-        ช่วยย่อยอาหารเพื่อให้ได้สารอาหาร
-        ช่วยเผาผลาญพลังงานและย่อยสลายไขมัน
-        ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
-        ช่วยป้องกันอาการอักเสบ ติดเชื้อ
-        ช่วยดูดซึม และนำพาอาหาร
-        ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
-        ขจัดสารพิษของร่างกาย/ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
-        ทำให้ฮอร์โมน วิตามิน เกลือแร่ และสารอื่น ๆ ทำงานตามคุณสมบัติ
เหตุผลที่กินเอนไซม์เสริม
จงทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย (Make it Simple) นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวว่า มุมมองที่สำคัญของชีวิตคือ จงมองทุกสิ่งที่ยากให้เป็นเรื่องง่าย และกฎข้อแรกคือ “ “ถ้าจำเป็นแต่ไม่มีก็หามาถ้าไม่พอก็เอามาเสริม””ฟังดูธรรมดาดีท่านจะนำไปใช้ในชีวิตจริงก็ไม่ผิดระเบียบอะไร
 
 
 
ท่านใดที่ควรใช้เอนไซม์
-         ผู้หญิงที่ต้องการมีลูก ผู้หญิงตั้งครรภ์ 
-          ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
-        ผู้ที่ภูมิต้านทานอ่อนและมักติดเชื้อง่าย เช่น วัณโรคโรคเอดส์ ผู้ป่วยก่อน – หลังผ่าตัด สตรีก่อน – หลังคลอด
-        ผู้ที่มีประสิทธิภาพตับไม่ดี เหนื่อยง่าย เช่น ตับอักเสบ
-        ผู้ที่มีประสาทอ่อนไม่ปกติ ตกใจง่าย เบื่ออาหาร
-        ผู้ที่มีกระเพาะลำไส้ไม่ดีแต่กำเนิดทำให้ผอมแห้งแรงน้อย
-        ผู้ที่การทำงานของประสาทไม่เต็มที่มักสลึมสลือกระปรกกระเปลี้ย
-        ผู้ที่มีร่างกายแก่ก่อนวัยเจ็บป่วยบ่อย
-        ผู้ที่มีอาการติดเชื้อแปลกๆทำให้ร่างกายเจ็บออดๆแอดๆ  
-       ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคกรรมพันธุ์ เช่น มีญาติเป็นเบาหวาน มะเร็ง ปัญญาอ่อน โรคเลือดThalassemia
 
 
วิธีดื่มเอนไซม์
นำผงเอนไซม์ 1-2 ช้อน ผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว (250 CC.) แล้วดื่มให้หมดภายใน 30 นาทีเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แค่น้ำอุ่นนะคะ เพื่อคนละลายง่าย ๆ หากใครทานน้ำธรรมดาได้ คนแล้วละลาย ยิ่งดีค่ะ เพราะเอ็นไซม์สกัดเย็น 
 
วิธีการใช้เอนไซม์
1. ถ้าต้องการใช้เอนไซม์ช่วยย่อยอาหารทันที
          ชงเอนไซม์ 1-2 ช้อน ในน้ำอุ่น รับประทานก่อนอาหารทันที
2. ถ้าต้องการใช้เอนไซม์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและดูแลโรคเสื่อมต่างๆ
         ชงเอนไซม์ 1-2 ช้อนในน้ำอุ่น    รับประทานก่อนอาหาร ½ ช.ม.- 1 ช.ม. หรือตอนท้องว่างวันละ 4 เวลา
 
 
 
ข้อควรระวัง ห้ามใส่น้ำร้อนจัดในเอนไซม์ เพราะทำให้เอนไซม์เสื่อม
อาหารที่ควรยกเว้น อาหารเค็ม รสจัด น้ำอัดลมทุกชนิด น้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายขาว ผงชูรส ของหมักดอง แอลกอฮอลทุกประเภท บุหรี่ ส่วนในสุภาพสตรีอาหารที่ควรงดเพิ่มเติมอีก คือ เมล็ดพืชทุกชนิด น้ำมะพร้าว และยอดผักอ่อนๆ ทุกอย่างจะเป็นการดี
  

วิธีรับประทาน : Gold N โกลด์ เอนซ์

นำผงเอนไซม์ 1-2 ช้อน (แถมช้อนมาแล้วในกระป๋อง) ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว
แล้วชงให้เข้ากัน แล้วดื่มภายใน 10-30 นาที เช้า และก่อนนอน

 
 
 
ราคาปลีก 1500 บาท
ราคาสมาชิก 750 บาท 
บรรจุ 250 กรัม ต่อกระป๋อง

 

การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นแก่เรานั้น ถ้าจะพิจารณากันให้ดีแล้วส่วนใหญ่เป็นเพราะระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี ไม่สามารถย่อยอาหารได้อย่างสมบูรณ์เพียงพอ ที่ร่างกายจะสามารถดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ เราต่างแสวงหาอาหารที่ดีๆ และมีประโยชน์มีวิตามินมากมายในแต่ละมื้ออาหารของแต่ละวัน อาหารที่ว่าดีหรืออาหารเสริมที่แพงๆ เราก็กล้าซื้อมาเพื่อบำรุงร่างกาย แต่แล้วเหตุไฉนร่างกายเราจึงไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิด ป่วยกระเสาะกระแสะตลอด สู้คนที่เขาไม่มีเงินที่จะซื้อหาอาหารดีๆ แพงๆ มากินไม่ได้ ดูเขาจะแข็งแรงกว่า สวนทางกับความคิดหรือการกระทำของเราอาการท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน การแพ้อาหารเป็นกันมากมาย ก็คิดว่าเป็นเพราะติดเชื้อ ทั้งๆ ที่เรากินอาหารที่ดีและมีประโยชน์เลือกสรรค์เป็นอย่างดี แต่กลับแพ้อาหาร หรือไม่ก็หาว่าอาหารเป็นพิษ
ทั้งๆ ที่อาหารที่ว่าแพ้นั้นคนอื่นเขาก็กินกัน ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร ไม่มีใครติดเชื้อ แต่เป็นกับเราคนเดียว ก็ต้องมาคิดกันหน่อยว่าเป็นเพราะอาหาร เพราะเชื้อโรค หรือว่าตัวเรานั่นแหละที่สร้างเชื้อขึ้นมาเอง เป็นทฤษฎีที่พูดถึงกันมาก โดยอธิบายเหตุผลว่าถ้าการย่อยอาหารไม่ดีไม่ครบวงจร ก็จะเกิดสารอาหารที่ยังมีโมเลกุลโตเกินไป เรียกง่ายๆ ว่าชิ้นใหญ่เกินไป ซึ่งร่างกายไม่สามารถดูดซึมผ่านลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่เข้าไปในร่างกายได้ สารอาหารขนาดโตนี้จะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม เพราะร่างกายไม่รู้จัก เอาไปใช้ไม่ได้ ร่างกายจึงต้องพยายามขับไล่ไสส่งให้สิ่งแปลกปลอม หรืออาหารที่ย่อยไม่ได้นั้นออกไป การเกิดปฏิกิริยาต่อต้านเช่นนี้เรียกว่า “การแพ้อาหาร” และพยายามขับของเสียของแปลกปลอมนี้ออก โดยทำให้เกิดลำไส้แปรปรวน ท้องเสีย เพื่อเป็นการขับของเสียนั้นออกไป
การที่โมเลกุลสารอาหารใหญ่กว่าปกติทำให้มันไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในเซลล์ได้ ร่างกายจึงใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ทำให้เซลล์ขาดสารอาหารที่จะเอามาเผาผลาญเพื่อให้ได้พลังงานมาทำงาน เกิดจากการขาดเอนไซม์ (Enzymes)
อวัยวะก็คือเซลล์ที่รวมตัวเข้าด้วยกันเป็นกลุ่ม เมื่อกลุ่มเซลล์เหล่านี้ขาดสารอาหาร ก็เลยทำงานไม่ได้ (เหมือนเราไม่กินอาหารก็จะไม่มีแรง) อวัยวะก็เลยทำงานไม่ได้ตามปกติ จึงเกิดอาการของโรคต่างๆ ขึ้นตามลักษณะของอวัยวะนั้นๆ เกิดจากการขาดเอนไซม์เช่นกัน เราจะมาทำความรู้จักกับ เอนไซม์ว่าคืออะไรกันแน่
เอนไซม์คืออะไร? เอนไซม์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด
1. เอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) พบได้จากอาหารดิบ “ถ้ามาจากพืช เรียก เอนไซม์จากพืช” “ถ้ามาจากสัตว์ เรียก เอนไซม์จากสัตว์” อาหารที่นำมาปรุงแต่ง ใช้ความร้อนจะทำลายเอนไซม์อาหารได้โดยง่าย ความร้อนที่สูงเกิน 48°C จะทำลายเอนไซม์ อาหารที่ไม่มีเอนไซม์เราเรียกว่า “อาหารที่ตายแล้ว” (Dead Food)
เอนไซม์จากอาหารมี 4 ชนิด
·         เอนไซม์โปรตีเอส (Protease) ย่อยโปรตีน ให้เป็นกรดอะมิโน (Amino)
·         เอนไซม์ไลเปส (Lipase) ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมัน (Fatty Acid)
·         เอนไซม์อไมเลส (Amylase) ย่อยแป้งให้เป็นกลูโคส
·         เอนไซม์เซลลูเลส (Cellulase) ย่อยเซลลูเลสซึ่งเป็นพวกใยอาหาร
เอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) คือ เอนไซม์ที่อยู่ในอาหารสด และเป็นเอนไซม์ที่เราจะได้รับ เมื่อทานอาหารเข้าไป เอนไซม์จากอาหารทำหน้าที่ย่อยอาหารในระยะก่อนการย่อยจริง หมายถึง การย่อยอาหารที่เกิดตรงกระเพาะอาหารตอนบน เอนไซน์จากอาหารจะช่วยย่อยอาหารที่เราทานเข้าไปร้อยละ 50 และอีก 50 % จะถูกย่อยโดยเอนไซม์ย่อยอาหาร ร่างกายเป็นผู้ผลิตเอง ถ้าอาหารที่เราทานเข้าไปไม่มีเอนไซม์อยู่ด้วย นั่นคือ เราต้องย่อยอาหารทั้งหมด 100% ด้วยเอนไซม์ภายในตัวเราเองเท่านั้น ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ร่างกายย่อมหมดเปลืองเอนไซม์เร็วขึ้น สุขภาพก็จะเสื่อมโทรม และแก่ก่อนอายุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เอนไซม์จากอาหารจะช่วยแบกภาระการย่อยอาหารให้มนุษย์ได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
2. เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตโดยร่างกาย เอนไซม์ผลิตจากตับอ่อนมากที่สุด นอกจากนี้ยังผลิตจากต่อมน้ำลาย กระเพาะอาหาร ตับและลำไส้เล็ก เพื่อใช้ย่อยอาหารและดูดซึมอาหารที่เราทานเข้าไปให้ร่างกายได้รับสารอาหาร เอนไซม์จากตับอ่อนประกอบด้วย เอนไซม์โปรตีเอส ทำหน้าที่ย่อยโปรตีน ไลเอสย่อยไขมันและอะไมเลสย่อยแป้ง
เอนไซม์ย่อยอาหารมากจากไหน?
เอนไซม์ย่อยอาหารหลั่งออกมาจากตับอ่อน ตับและสำไส้เล็กจะย่อยอาหารที่ลำไส้เล็กให้เป็นโมเลกุลขนาดเล็กลง หากร่างกายขาดเอนไซม์ โมเลกุลของสารอาหารขนาดใหญ่นี้เกือบทั้งหมดก็ไม่สามารถที่จะซึมผ่านผนังลำไส้เพื่อเข้าสู่กระแสเลือดได้ กรณีนี้ก็จะกลายเป็นกากอาหารที่ถูกทิ้งทางอุจจาระเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์โดยที่ไม่ได้ใช้งานใดๆ เลย ดังนั้นร่างกายโดยรวมก็เท่ากับไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอเทียบเท่ากับสภาพการขาดอาหาร ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง เพราะไม่มีสารอาหารที่ดีๆ เข้าไปสร้างเลือดได้ เอนไซม์จะช่วยย่อยอาหาร ลำเลียงสารอาหารและทำให้เลือดแข็งแกร่ง ถ้าใช้อย่างถูกต้องจะเป็นแหล่งพลังชีวิตสำหรับไต ตับ สมองและปอด เมื่ออาหารเคลื่อนมาถึงสุดลำไส้เล็กส่วนปลาย สารอาหารส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมไปแทบหมดสิ้นเหลือแต่กากอาหารที่จะขับถ่ายออกจากร่างกาย กากนี้ส่วนใหญ่ ได้แก่ เซลลูโลสซึ่งไม่สามารถย่อยได้และน้ำปริมาณเล็กน้อย ผู้ที่ดื่มน้ำน้อยร่างกายพยายามดูดน้ำออกจากกากอาหาร เพื่อเอาไว้ใช้ให้มากและถ้ามีการบูดเน่าของกากอาหาร ร่างกายก็จะดูดน้ำปนสิ่งที่เป็นพิษ (Toxin) เข้าไปในกระแสเลือด และผ่านไปกรองที่ตับ ตับจึงต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดพิษจากกากอาหารบูดเน่า รวมทั้งของเสียต่างๆ จากสารเคมีและโลหะหนัก
3. เอนไซม์ในการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic Enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตในเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี เพื่อการเผาผลาญสารอาหารและสร้างพลังงาน
สร้างภูมิต้านทาน สร้างความเจริญเติบโตตลอดจนซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆ เพื่อให้ร่างกายดูดซุมได้ง่าย ทำให้คาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นกลูโคส โปรตีนเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนและไขมันถูกย่อยไปบางส่วนก่อนที่ลำไส้จะดูดซึมไป
เอนไซม์จะต้องย่อยอาหารให้สมบูรณ์จนเป็นสารอาหารเชิงเดี่ยว (สารใสที่สามารถซึมผ่านลำไส้ได้) เสียก่อนเพื่อเซลล์ต่างๆ จะได้นำไปใช้ได้ตามความต้องการของแต่ละอวัยวะ ลำดับต่อมาเอนไซม์เมตาบอลิคจะเปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ สำหรับเอนไซม์กับอาหารชนิดโปรตีนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะเอนไซม์จะย่อยโปรตีนเพื่อให้เป็นโมเลกุลเชิงเดี่ยว คือ กรดอะมิโน (Amino Acid) และขนาดเดียวกันร่างกายก็ต้องการ “กรดอะมิโน” เพื่อมาสร้างเอนไซม์เพราะเอนไซมคือโปรตีนชนิดหนึ่ง (Globular Protein) ถ้ามีเอนไซม์น้อยก็ไม่พอย่อยโปรตีน และขณะเดียวกันถ้ามีโปรตีนน้อยก็สร้างเอนไซม์ไม่พอ
เอนไซม์กับการแพ้อาหาร
โมเลกุลสารอาหารขนาดใหญ่กว่าปกตินี้เกิดจากการย่อยที่ไม่สมบูรณ์ คือย่อยให้เล็กลงไม่ได้ จึงต้องถูกขับทิ้งออกทางอุจจาระ และถ้าขับออกไม่ได้ อาหารเหล่านั้นก็จะพากันเน่าเสียเกิดเป็นสารพิษ เมื่อร่างกายดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือด ก็จะกลายเป็นตัวก่อการแพ้สารอาหาร เป็นของเสีย ระบบป้องกันแปลความหมายได้อย่างเดียวว่าเป็นผู้บุกรุกที่อันตราย จึงพยายามเข้าโจมตี และหาทางกำจัดต่อไป ทำให้เกิดการแพ้อาหารขึ้น ตัวการที่สำคัญคือเกิดจากอาหารที่ถูกย่อยไม่สมบูรณ์เป็นผู้สร้างปัญหาทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า แพ้อาหาร
ในกรณีนี้เอนไซม์เมตาบอลิค (Metabolic Enzyme) ก็จะถูกนำมาเพื่อทำความสะอาดภายในหลอดเลือด ซึ่งมีสารอาหารแปลกปลอมหลงเข้ามาอยู่ การใช้เอนไซม์์เมติบอลิซึมซึ่งมีอยู่จำนวนจำกัดนี้ต้องมาทำงานในเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนนี้ ทำให้มีความหมดเปลืองของระดับเอนไซม์ในร่างกาย
เอนไซม์กับสุขภาพผิวหนัง
เราต่างมีความภูมิใจเมื่อผิวของเราเนียนใส กระจ่างแต่ในทางกลับกันเราจะไม่มั่นใจ เมื่อผิวแห้งแตกซีดเหี่ยวย่นและไม่มีชีวิตชีวา ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ของผิวหนังจึงดึงดูดใจพวกเรานักคือเอนไซม์ถูกมองข้ามในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังเสมอ ทั้งๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการคงสภาพและดูแลผิวของเรา เอนไซม์เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพและลักษณะของผิวหนังของเราเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการทำงานในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้สารอาหารต่างๆ มาเสริมสร้างผิวพรรณให้สดใส
เอนไซม์เป็นแหล่งพลังงานที่อยู่เบื้องหลังการไหลเวียนของสารอาหารต่างๆ ที่ส่งไปให้ผิวหนังและอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ เอนไซม์เป็นตัวช่วยลดอาการที่ปรากฏทางผิวหนัง ซึ่งเป็นผลจากขบวนการกำจัดพิษของร่างกาย เอนไซม์ชลอขบวนการแก่ชราซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากผิวหนังที่เหี่ยวย่น
เมื่อร่างกายเราขาดเอนไซม์ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม คุณจะสังเกตุได้จากผิวหนังโดยเฉพาะการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (เอนไซม์ในการย่อยโปรตีน) จะเป็นได้ชัดเจนมาก ทั้งนี้เนื่องจากผิวหนังต้องได้รับสารโปรตีนเป็นหลัก เอนไซน์ชนิดนี้จะทำหน้าที่ย่อยสลายโปรตีน ดังนั้นหากขาดเอนไซม์โปรตีเอส ผิวหนังจึงขาดอาหารอย่างแน่นอน การได้รับเอนไซน์ย่อยอาหารที่พอเหมาะจะช่วยให้ผิวหนังดูดี พลังในการซ่อมแซมและบำรุงของเอนไซม์จะชัดเจนที่สุดในผู้ที่เป็นโรคผิวหนัง สุขภาพจะแข็งแรง และลักษณะของผิวหนังจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับสารอาหารในกระแสเลือด ถ้าเลือดดีผิวก็จะได้รับการหล่อเลี้ยงที่ดี ผิวหนังดูมีชีวิตชึวา เต่งตึง ไม่หยาบกร้าน แต่ถ้าเลือดมีแต่สารพิษ ผิวหนังก็จะหยาบกร้าน
เป็นเม็ดผด ผื่นคัน เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง คันคะเยอ นั่งเกาทั้งวัน
คนเราส่วนใหญ่เข้าใจไปว่าทุกวันนี้ได้รับอาหารที่เต็มไปด้วยเอนไซม์ธรรมชาติ อีกทั้งระบบย่อยอาหารก็จะหลั่งเอนไซน์เพื่อย่อยอาหารได้สารอาหารต่างๆ มาใช้พอเพียงและอาหารเพื่อสุขภาพหลายชนิดก็มีเอนไซม์อยู่แล้ว แต่เหตุใดสภาพผิวหนังของอีกหลายคนจึงบ่งชี้ว่าขาดเอนไซม์ สิ่งหนึ่งก็เพราะว่าเอนไซม์ในอาหารเป็นเอนไซม์ที่เสียสภาพได้ง่าย การปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่า 48 องศาเซลเซียส ก็ทำลายเอนไซม์เสียแล้ว และอาหารสมัยใหม่ส่วนใหญ่
ก็เป็นอาหารปรุงสุกผ่านกระบวนการต่างๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้กลายเป็นอาหารที่ปราศจากเอนไซม์อย่างแน่นอน ประการที่สองไม่เพียงแต่อาหารหลายขนิดจะขาดเอนไซน์ แต่ยังมีผลไปทำลายเอนไซม์ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ น้ำตาลและคาเฟอีนหรืออาหารที่รับประทานแล้วไม่ย่อย ก็ก่อให้เกิดสารพิษทำลายเอนไซม์อีกต่างหาก
การทานผักสดและผลไม้สดนั้นมีปริมาณเอนไซม์เพียงพอสำหรับการย่อยตัวมันเองเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะเป็นเอนไซม์สำหรับฝากสะสม ร่างกายเราเหมือน “สมุดบัญชีสะสมเอนไซม์” เซลล์ในร่างกายนับล้านเซลล์ทำงานกันตลอดเวลา เพื่อรักษาระดับเอนไซม์ให้สมดุล เพื่อระบบการทำงานของร่างกายจะได้ทำงานอย่างปกติ ดังนั้นเอนไซม์ในอาหารที่เราทานเข้าไปจะสูญเสียเอนไซม์สะสมที่มีอยู่ปริมาณจำกัด และเราเชื่อว่าเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่สำคัญของความแก่และการเสียีวิตก่อนวัยอันควรนั่นเอง
การที่เราอายุมากขึ้นร่างกายจะสามารถผลิตเอนไซม์ได้น้อยลงมีผลให้เอนไซม์ในร่างกายมีปริมาณลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นและเริ่มมีผลทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา คนที่มีอายุมากจะมีเอนไซม์สำหรับย่อยแป้ง (อะไมเลส) และน้ำตายน้อยกว่าคนที่มีอายุน้อย
เอนไซม์กับการขับพิษ
ร่างกายเราใช้ไต ลำไส้ใหญ่ ปอดและผิวหนังในการกำจัดขับพิษออกจากร่างกาย ถ้าเรายังมีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะน้อยเพราะดื่มน้ำน้อยหรือไตอ่อนแอทำงานไม่ได้ดี ก็จะขับของเสียออกไม่ได้ และต้องทรมานกับอาการท้องผูก กว่าจะถ่ายได้เบ่งกันหน้าเขียวหรือนั่งห้องน้ำนาน ถ่ายแข็งเป็นเม็ดขี้แพะบ้างหรือบางครั้งก็ท้องเสียสลับกันไปมา ถ่ายหลายครั้งแล้วยังผายลมบ่อยอีก ก็แสดงว่าถ่ายได้ไม่ดี ยังมีของเน่าเสียสะสมอยู่ภายในลำไส้แยะมาก สูบบุหรี่จัด ดื่มน้ำเย็นตลอดเวลา ทำให้ปอดทำงานได้ไม่ดี ขับของเสีย คาร์บอนไดออกไซด์ออกไม่ได้ ผิวหนังจึงต้องรับงานหนักที่จะต้องมาขับพิษออกจากร่างกาย แทน สิ่งที่ผิวหนังจะแสดงออกมาให้เห็นว่าร่างกายมีพิษ มีของเสียสะสมอยู่มาก คือ สิว ฝี หูด กระ ฝ้า แผลตกสะเก็ด โรคผิวหนังเรื้อรัง สะเก็ดเงิน คันตามผิวหนัง ลมพิษ นอกจากร่างกายจะมีขบวนการกำจัดอนุมูลอิสระตามธรรมชาติแล้วยังมีการล้างพิษของอนุมูลอิสระอย่างต่อเนื่อง อนุมูลอิสระสามารถกระจายไปทุกส่วนของร่างกาย ร่างกายก็ตามกำจัดทำลายทุกวันไม่มีวันหมด มลพิษที่เราหายใจเข้าไป ฮอร์โมนหรือยาปฏิชีวนะ สารตกค้างยาฆ่าแมลงในอาหาร ผลไม้ ผัก เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิต่างๆ ที่เรากินเข้าไปทุกวัน วันละหลายๆ มื้อ ไม่มีสารต้านทานอนุมูลอิสระใดมีประสิทธิภาพดีไปกว่าเอนไซม์ เอนไซม์จะดูดซับอนุมูลอิสระก่อนที่อนุมูลอิสระจะทำร้ายร่างกาย ซากเซลล์ที่เกิดจากการต่อสู้กับเชื้อโรคจะถูกย่อยโดยเอนไซม์โปรตีเอส เอนไซม์นี้สามารถจัดการผนังเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และยังสามารถเข้าไปในศูนย์กลางเซลล์และช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระอีกด้วย
การมีอยู่ตลอดเวลาของเอนไซม์จะลดอันตรายของสารพิษต่อผิวหนังได้ เอนไซม์สามารถซ่อมแซมได้ แม้กระทั่งเซลล์ที่เสียหายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ เอนไซม์เป็นสิ่งเดียวในร่างกายที่สามารถซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายโดยการส่งออกซิเจน และสารอาหารที่เสริมความแข็งแกร่งให้แก่เซลล ร่างกายจะมีเซลล์เม็ดเลือดตายทุกวัน เมื่อดื่มน้ำเอนไซม์สารอาหารจากน้ำเอนไซม์จะไปสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว เพื่อไปกินเซลล์ที่ตายที่ตกค้างอยู่ตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะมีมากที่สุดตรงบริเวณอวัยวะที่ปวด เมื่อเม็ดเลือดขาวกินเซลล์ที่ตายแล้ว ต้องใช้น้ำเพื่อเป็นตัวขับของเสีย น้ำปัสสาวะที่ถูกขับออกมาในตอนกลางวัน มาจากระบบเลือด และในตอนกลางคืนมาจากน้ำดี (ฮอร์โมน) ถ้ามีของเสียที่ออกมาเป็นเซลล์ตายมาก ก็ต้องการน้ำจำนวนมาก ฉะนั้นผู้ที่ดื่มน้ำน้อยก็จะมีปัญหาในการซ่อมแซมสุขภาพ
โรคหลายๆ โรค มีสาเหตุมาจากเอนไซม์ในร่างกายบกพร่อง ตัวอย่างอาการป่วยที่พบบ่อยๆ ได้แก่
·         ท้องอืด ท้องเฟ้อ, อาหารไม่ย่อย, มีกลิ่นปาก, ลำไส้แปรปรวน
·         แก่ก่อนวัย, สมรรถภาพทางเพศเสื่อม, สายตาเสื่อม
·         อ่อนเพลีย ปวดตามข้อ และตามอวัยวะต่างๆ, ปวดเมื่อย
·         เบาหวาน, ความดันสูง, หัวใจ, ภูมิแพ้, อ้วน, ควบคุมน้ำหนักไม่ได้
·         นอนไม่หลับ, ปวดศรีษะไมเกรน, เวียนศรีษะ
·         นิ่วในถุงน้ำดี, มะเร็ง







 

 



comments powered by Disqus